วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555


 

                                                 กฎหมายกับความยุติธรรม
ในสังคมนิติรัฐ (legal state) กฎหมายจะเป็นหลักในการปกครองบริหาร กล่าวคือ การปกครองไม่ใช้การตัดสินใจของมนุษย์ตามอำเภอใจ  หากแต่จะมีการตราเป็นกฎหมายโดยเป็นลายลักษณ์อักษร  หรือกฎเกณฑ์ที่ถือปฏิบัติจนเป็นประเพณี  มีกระบวนการออกกฎหมายโดยองค์กรที่มีอำนาจและเป็นตัวแทนของประชาชน  มีกระบวนการบังคับกฎหมายโดยมีกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง  มุ่งเน้นเพื่อจรรโลงไว้ซึ่งความเป็นธรรมและยุติธรรมกับทุกฝ่าย  ขณะเดียวกันกฎหมายต้องมีลักษณะสากลไม่ใช้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง  กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง  แต่ต้องมีสภาพบังคับ  เพราะถ้าขาดสภาพบังคับกฎหมายก็จะกลายเป็นตัวอักษรที่อยู่บนกระดาษเท่านั้น  ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้คือหลักนิติธรรม (the rule of law) อันเป็นหลักการสำคัญในระบบประชาธิปไตย 

อย่างไรก็ตาม  ในระบบการปกครองแบบเผด็จการนั้นก็มีการใช้กฎหมายเช่นเดียวกัน  เป็นแต่ว่ากฎหมายที่ตราขึ้นมานั้นตราโดยบุคคลซึ่งประชาชนโดยทั่วไปอาจจะไม่ มีส่วนร่วม  และกฎหมายดังกล่าวก็อาจมีเพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งเท่านั้น  ผู้ใดก็ตามที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวนั้นก็จะถูกลงโทษตามกฎเกณฑ์ที่ วางไว้  การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครองบริหาร  ทั้งๆ ที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย  ประชาชนไร้สิทธิเสรีภาพ  ไม่มีส่วนร่วมในการแสดงออก  ไม่มีสิทธิมีเสียงในการตรากฎหมายและการบริหารประเทศ  แต่กฎหมายก็ยังเป็นเครื่องมือของผู้ใช้อำนาจอยู่นั่นเอง  สังคมเช่นนี้เป็นสังคมที่เรียกได้ว่า the rule by law คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการปกครองบริหาร  แต่สังคมดังกล่าวก็ไม่มีหลักนิติธรรม หรือ the rule of law อยู่นั่นเอง

นอก เหนือจากกฎหมายที่เป็นตัวบทเป็นลายลักษณ์อักษร  ยังมีประเพณีปฏิบัติที่ถือกันมานานและเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อสังคมและกลุ่ม ต่างๆ  ประเพณีปฏิบัติดังกล่าวนี้บางครั้งก็ถูกละเมิดโดยผู้อยู่ในอำนาจโดยการออก กฎหมายระบุว่า  สิ่งที่ประชาชนทำมานั้นเป็นเรื่องที่ขัดต่อกฎหมาย  ในแง่หนึ่งประเพณีปฏิบัติก็ได้มีการรับรองโดยกฎหมายเช่น  มาตรา 4 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ได้ระบุไว้ชัดเจน  ขณะเดียวกันในรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ก็ได้ระบุไว้ในทำนองเดียวกัน  โดยหลักการมีอยู่ว่าถ้าเกิดความคลุมเครือหรือตัวบทกฎหมายครอบไม่ถึงก็ให้ถือ เอาประเพณีปฏิบัติกันมา  รวมตลอดทั้งใช้หลักกฎหมายทั่วไปโดยมีหลักการซึ่งต้องผดุงไว้ซึ่งความ ยุติธรรม 

แต่ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นในสังคมก็คือ  ผู้ปฏิบัติกฎหมายหรือผู้นำกฎหมายไปปฏิบัติงานมักจะมุ่งเน้นตีความตามลาย ลักษณ์อักษร  ทั้งนี้เนื่องจากว่าลายลักษณ์อักษรเป็นสิ่งซึ่งระบุไว้ชัดแจ้ง  เมื่อมีการตีความตามลายลักษณ์อักษรเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย  และที่สำคัญเมื่อปฏิบัติตามลายลักษณ์อักษรผู้ปฏิบัติก็จะปลอดจากความรับผิด ชอบโดยอ้างว่าต้องทำตามที่กฎหมายระบุไว้  เป็นการตีความตามลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัด  ไม่ต้องเสี่ยงกับข้อผิดพลาดอะไรทั้งสิ้น  แต่ในความเป็นจริงการตีความตามลายลักษณ์อักษรอย่างเคร่งครัดโดยมองข้าม เจตนารมณ์ของกฎหมาย อาจจะขัดต่อหลักการความยุติธรรม  ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าลายลักษณ์อักษรหรือภาษาไม่สามารถจะครอบคลุมแง่มุม ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง  ความจำกัดของภาษาเป็นที่ทราบกันอยู่  ดังนั้น  ในส่วนที่เกี่ยวกับการผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรมจึงต้องมีการพิจารณาจากแง่มุม ต่างๆ ทั้งลายลักษณ์อักษร  เจตนารมณ์ของการออกกฎหมายในเรื่องนั้นๆ หรือในมาตรานั้นๆ  รวมทั้งการคำนึงถึงขนบธรรมเนียมประเพณี และหลักการความยุติธรรม  การพิจารณาในแง่มุมต่างๆ นี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายมหาชน 

ตัวอย่าง ของการตีความตามลายลักษณ์อักษรโดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ  อาจจะเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายในตัวของมันเอง  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ  หลังจากมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แล้ว มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา 200 คน  ขณะเดียวกันวุฒิสภาชุดก่อนซึ่งมาจากการแต่งตั้งและอยู่ในวาระ 4 ปี  เมื่อครบวาระ 4 ปีก็มีการเลือกตั้งวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  แต่เนื่องจากมีปัญหาในเรื่องการเลือกตั้ง  มีการให้ใบเหลือง ใบแดง สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งจึงไม่ครบ 200 คน จึงยังไม่เป็นวุฒิสภาตามที่ระบุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ 

ศาลรัฐ ธรรมนูญตีความว่าวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งหมดอายุเนื่องจากครบวาระ 4 ปี จึงไม่เป็นวุฒิสภาอีกต่อไป  แต่ขณะเดียวกันวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ยังไม่ครบ 200 คน จึงยังไม่มีวุฒิสภาตามกฎหมาย  การตีความเช่นนี้เป็นการตีความตามลายลักษณ์อักษร  เพราะระบุไว้ชัดทั้งสองกรณี  จึงเป็นการตีความที่ไม่ผิด  แต่ขณะเดียวกันผลจากการวินิจฉัยครั้งนี้ทำให้ไม่มีวุฒิสภาชั่วระยะเวลา หนึ่ง  ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า  รัฐสภาประกอบด้วย  สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา  ดังนั้น  การวินิจฉัยเช่นนี้จึงไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญเพราะทำให้รัฐสภามีเหลือ เพียงสภาเดียว  ถ้าจะมองตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญซึ่งจำเป็นต้องมีสองสภา  ก็คงต้องใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญโดยยึดถือประเพณีการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข  การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น  มีประเพณีการรักษาการเช่นกรณีคณะรัฐมนตรีหลังจากสภาครบวาระแล้วก็ยังคงดำรง ตำแหน่งอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ 

ทำนองเดียวกัน  เมื่อวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งยังไม่ครบ 200 คน ขณะเดียวกันเมื่อวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งครบวาระ 4 ปีก็ให้วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งรักษาการต่อไปจนกว่าวุฒิสภาที่มาจากการ เลือกตั้งมีครบ 200 คน  การใช้มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญจะทำให้รัฐสภายังประกอบด้วยสองสภาอันเป็นเจตนารมณ์ของรัฐ ธรรมนูญ  การอ้างว่าช่องว่างอำนาจที่เกิดขึ้นไม่น่าจะเสียหายเพราะระหว่างนั้นยังไม่ มีเหตุการณ์ที่นำไปสู่การประชุมร่วมของรัฐสภา และเป็นช่วงระยะเวลาอันสั้นๆ นั้นฟังไม่ขึ้น  หลักการกฎหมายจะมาปนเปกับข้อเท็จจริงไม่ได้ในกรณีนี้

กฎหมาย จึงมีไว้เพื่อผดุงไว้ซึ่งความยุติธรรม  ตัวกฎหมายจึงไม่ใช่ความยุติธรรม  หลักการกฎหมาย  เทคนิคกฎหมาย  แม้จะสำคัญแต่สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือความยุติธรรม  ซึ่งจะต้องใช้ทั้งลายลักษณ์อักษร  เจตนารมณ์  หลักการความยุติธรรม  ข้อพิจารณาที่ให้น้ำหนักกับความยุติธรรมนี้จะเห็นได้จากพระบรมราโชวาทของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องนี้

....กฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความ ยุติธรรม  เป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับใช้ในการรักษาและอำนวยความยุติธรรม เท่านั้น  การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาควายุติธรรม  ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง  และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน  ก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย  หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา  ตลอดจนเหตุและผลตามเป็นจริงด้วย... 

(พระ บรมราโชวาทในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้วิชาความรู้ชั้นเนติ บัณฑิต  สมัยที่ 33 ปีการศึกษา 2523 ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร 29 ตุลาคม 2524)
...ทุกคนจะต้องคิดพิจารณาและต้องสำนึกว่ากฎหมายไม่ใช่เครื่องจักรแท้ที่ เรียกว่ากลไกของกระบวนการยุติธรรม  กฎหมายไม่ใช่กลไก  แต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้สมองคิด  และสมองนี้ออกจะยืดหยุ่นได้มาก  จึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ  และพยายามถ่ายทอดการพิจารณาอันรอบคอบนั้นให้เป็นหลักวิชาที่เป็นที่เข้าใจ แก่ประชาชนและแก่ตนเอง...

(พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงาน "นิติศาสตร์จุฬา" ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน  13 มีนาคม 2512)
...กฎหมายทั้งปวงจะธำรงความยุติธรรมและถูกต้องเที่ยงตรง  หรือจะธำรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพเต็มเปี่ยมอยู่ได้หรือไม่เพียงไร นั้นขึ้นอยู่กับการใช้  คือ  ถ้าใช้ให้ได้ถูกวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นๆ จริงแล้ว  ก็จะทรงความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพอันสมบูรณ์ไว้ได้  แต่ถ้าหากนำไปใช้ให้ผิดวัตถุประสงค์และเจตนารมณ์  โดยการพลิกแพลงบิดพลิ้วให้ผันผวนไปด้วยความหลงผิดด้วยอคติ  หรือด้วยเจตนาอันไม่สุจริตต่างๆ  กฎหมายก็เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์และประสิทธิภาพลงทันที  และกลับกลายเป็นพิษเป็นภัยแก่ประชาชนอย่างใหญ่หลวง...

(พระบรม ราโชวาทในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้ตามหลักสูตรของสำนัก อบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร 19 กรกฎาคม ตุลาคม 2520)